สืบเนื่องจากตัวเองเป็นคนหนึ่งที่ได้สัมผัสดนตรีไทยมาตั้งแต่อยู่
ประถมปลาย (...ด้วยเหตุ ตามเพื่อน!) พอขึ้นมัธยมก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับชุมนุมดนตรีไทย  ถึงแม้จะว่างเว้นไปบ้างช่วยมัธยมปลายเพื่อเตรียม ent. แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็มีเหตุให้กลับเข้าสู่วงการนี้อีกครั้ง (...ด้วยเหตุผลใหม่ คือ รักและคิดถึง!) ซึ่งครั้งนี้ถือว่า ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่ตัดสินใจเดินดุ่ม ๆ เข้าไปที่ห้องดนตรีไทยของมหาวิทยาลัยอย่างนั้น...
 
 
 
 
        การได้มีส่วนร่วมในวงดนตรีไทยของมหาวิทยาลัย (ส่วนใหญ่) และคณะ (นิด ๆ หน่อย ๆ ) ทำให้เรารู้ว่าดนตรีไทยให้อะไรกับเรามากกว่าที่หลาย ๆ คนคิด ไม่ใช่แค่ให้ความเพลิดเพลินหรือได้ฝึกสมาธิเหมือนกิจกรรมยามว่างอื่น ๆ ทั่วไป แต่ทำให้รู้ว่าการทำงานเป็น "ทีม" จริง ๆ แล้วมันเป็นยังไง ตั้งแต่การรวมทีมกันเพื่อสร้างวงดนตรี ซึ่งขอบอกเลยว่าไม่ใช่ง่าย ๆ เอาเลยที่จะหาคนที่เล่นดนตรีไทย "เป็น" จริง ๆ มาให้ได้ครบ ลูกทีมก็ต้องหากันให้ครบถึงจะเล่นได้ บ่อยครั้งที่ไปเล่นงานสำคัญไหน ๆ ในฐานะตัวแทนของมหาวิทยาลัยแล้วขาดคนเล่น ต้องมีการยืมตัวนักดนตรีไทยจากคณะโน้นคณะนี้มาร่วมวงด้วย อยู่ในวงดนตรีไทยก็เหมือนอยู่ในวงคณะรัฐมนตรีนั่นล่ะ ขาดไป 1 คน อาจไม่ครบองค์ประชุมได้ จะโหวตเสียงเพื่อลงมติใด ๆ ก็ทำไม่ได้.....
 
 
          อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกดีมีความสุขทุกครั้งที่ได้ เล่นดนตรีในวงดนตรีไทย คือ การที่ได้รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียว และความสำคัญในบทบาทหน้าที่ของตัวเอง   หลาย ๆ คน พอนึกอยากจะเรียนหรือเล่นเครื่องดนตรีไทยซักเครื่อง จะนึกถึงเครื่องดนตรีเอกของวง เช่น ระนาดเอก ซอด้วง ซอสามสาย จะเข้ จนทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องดนตรีหลักที่สำคัญ แต่นั่นคือ สายตาของคนทั่วไปที่มองมายังดนตรีไทยแบบที่อาจจะขาดความเข้าใจไปบ้างว่าจริง ๆ แล้ว แม้แต่เครื่องประกอบจังหวะอย่างฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง ยังมีความสำคัญในวง เทียบแล้วก็เหมือนน้ำมันเครื่องดี ๆ นี่ล่ะ ที่ถ้าขาดไปแล้วรถสวย ๆ หรู ราคาแพง ๆ ก็เหมือนเศษเหล็กที่ใช้ประโยชน์ พาเราไปไหนต่อไหนไม่ได้เลย ถ้าใครเคยไปดูการเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยตามงานต่าง ๆ จะเห็นว่า คำว่า "เดี่ยว" ที่ว่านั้น จริง ๆ ก็ไม่ใช่จะหยิบเครื่องดนตรีชิ้นนั้นชิ้นเดียวขึ้นมาแล้วจะขึ้นไปเล่นโชว์เขาได้ ต้องควงแขนไปกับเครื่องประกอบจังหวะชิ้นเล็กชิ้นน้อยตามไปด้วยเสมอ ไม่อย่างนั้นแล้วมือ "โปร" ไหน ๆ ก็อาจตกม้าตายได้เสมอล่ะ                 
 
            อย่างวงดนตรีฝรั่งเขาก็ยังมี conductor หรือวาทยากรเลย ดนตรีไทยจะไม่มีก็กระไรอยู่ใช่มะ ของเราดีกว่าด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ให้ไปยืนโด่เด่ข้างหน้า แต่ของเราหยิบฉิ่งมาคู่หนึ่ง แล้วก็เป็นได้ทั้งวาทยากรแล้วนักดนตรีพร้อมกันไปเลย ได้ประโยชน์ X 2 จะว่าไปตีฉิ่งตรงจังหวะและเสียงชัดเจนว่าอันไหนเป็นเสียง "ฉิ่ง" และเสียง "ฉับ" นี้ยากอยู่นะ โดยเฉพาะในเพลงที่จังหวะเร็วอย่างกับจรวด (เดี๋ยวจะได้ฟังข้างล่าง ๆ นี้ล่ะ)  อย่างเราก็ตกม้า ไม่สิ ตกเหวตายมาแล้ว (แบบไม่ได้ขึ้นมาเห็นเดือนเห็นตะวันเลยล่ะ) ไม่เชื่อก็ลองดู...
 
            เคยเจอน้องผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง อายุยังน้อย แต่เล่นดนตรีเก่งมาก เล่นได้เกือบทุกเครื่อง อยู่ ๆ ก็เดินเข้ามาในห้องชมรม แล้วเล่นโชว์ให้พวกเราดู ท้าเราแข่งซะด้วย แต่จะออกแนวขี้โอ่+แย่งชาวบ้านเล่น สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเอ็นดูเด็กคนนี้ซักคน และก็ไม่อยากเล่นดนตรีด้วย  เรามอง ๆ ไปก็เลยพอจะเข้าใจว่า การทำงานเป็นทีมไม่ใช่แค่ "เก่ง" แล้วจะรอดเสมอไป แต่การอยู่ร่วมกันเป็นทีมแบบสามัคคีกลมเกลียวให้ได้นี่สิสำคัญกว่า....สัจธรรมโลกเลยล่ะ เจอสัจธรรมกันจะจะในวงดนตรีไทยนี่ล่ะ
 
 
 
 
           และด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ที่คนเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ ทัดเทียมกับคนอื่น ๆ  และตระหนักได้ว่าตนเองเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อน "ทีม" ให้ไปถึงฝั่ง เมื่อนั้นล่ะ คนคนนั้งจะทำเต็มที่สุดความสามารถไปโดยปริยาย และเมื่อเราได้ทำเต็มที่กับสิ่งใด ๆ ตรงหน้า เราก็จะมีความสุขกับมันไปเองโดยไม่รู้ตัว  นี่คงเป็นเคล็ดลับแห่งความสุขในทุก ๆ สิ่งที่ทำ  สัจธรรมกันจะจะในวงดนตรีไทยอีกแล้ว......
 
             นอกเหนือจากสิ่งที่ได้จากการเล่นดนตรีอยู่ในวงดนตรีไทยแล้ว  การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเป็นคณะกรรมการชมรมก็เป็น "ขุมทรัพย์" สำคัญที่ทำให้เรา "ได้" มากกว่าที่คิดเช่นกัน เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นแบบจริง ๆ จัง ๆ สำหรับเรา   เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยจะเข้าใจ ก็มาเข้าใจเอาคราวนี้ล่ะ....เช่น 
 
    --> เบื้องหน้าสวยหรู อลังการงานสร้าง น่าประทับใจ เบื้องหลังทีมงานเกือบจะตีกันตาย กว่าจะหาจุดลงตัวให้งานออกมาเป็นแบบนี้ได้...
 
    --> หัวหน้าทิ้งงาน ยังไงซะลูกน้องก็ต้องสานต่อ 
 
    --> ถึงเราจะไม่พร้อม คนจะไม่พอ ยังไงแล้วเมื่อวางโครงการ ก็ต้องเดินหน้าต่อไป
 
    --> ต้องมี connection ดี ๆ sponsor เด็ด ๆ งานจะราบรื่นขึ้นเยอะ   
 
    --> รุ่นพี่มีไว้ทำไม พวกเค้าช่วยแกได้เสมอนะ 
 
    --> จะ fight งบอีกแล้ว ต้องเตรียมคนฝีปากดี ๆ ไปโต้คารมแย่งงบประมาณกับชมรมอื่น 
 
    --> เหนื่อยสายตัวแทบขาด ตาดำเหมือนแพนด้า ทะเลาะกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับมาคืนดี กอดคอกันกิน กอดคอกันเดี้ยง ฯลฯ อีกมาก!
 
          เผลอแป๊บเดียว พล่าม ๆ เพ้อ ๆ มาซะยาวเลย ลองไปดู ความโดดเด่น น่าประทับใจ และความเจ๋ง ของดนตรีไทยกันดีกว่า แต่ขอบอกก่อนนะว่า ที่บล็อคเรานี้จะไม่เน้นดนตรีไทยจ๋า หรือประเภทไทยเดิมที่ฟังแล้วง่วงเหงาหาวนอนนะ เพราะส่วนตัวก็ไม่ค่อยจะฟังแนวนี้เท่าไหร่เหมือนกัน เราจะเน้นสไตล์ประยุกต์หน่อย ๆ หรือเด่นตรงโชว์ความสามารถแทน รับรองว่าดูแล้วไม่เบื่อเลยล่ะ
 
  
       อยากให้เริ่มด้วยฟังเพลงนี้...อยากให้คนไทยรักและภูมิใจในวัฒนธรรมไทยแบบในเพลงบ้าง
 
 
         เพลงนี้มีความหมายดีมาก ๆ  เป็นการเชิดชู "ราก" ซึ่งก็คือวัฒนธรรมไทย อันเป็นเสมือนรากฐานที่มาของความเป็นปึกแผ่นของไทยทุกวันนี้ และแสดงถึงความรักและความหวงแหนในความเป็นไทย เพลงนี้ประพันธ์คำร้องโดย คุณประภาส ชลศรานนท์  บรรเลงดนตรีโดยลูกหลานของไทยที่มีชัยในการประชันจากรายการ คุณพระช่วยเกือบ 20 คน และขับร้องโดย 3 นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ ผู้ชนะการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งเยาวชน จากรายการชิงช้าสวรรค์ปีล่าสุด  
 
 
 
       งานเลี้ยงต้อนรับจากมหาวิทยาลัยศิลปากร..... งานดนตรีไทยอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๓๔ (ปี 2549) "ดุริยรมยานันท์ ๑๐๐ ปี สนามจันทร์วิไล" เจ๋งตรงเสียงซอด้วงนี่ล่ะ ไล่เสียงสูงได้ใจ กลิ่นอายแขกแท้ ๆ  เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้นั่งฟังสด ๆ ด้วย เชื่อมั้ย อยากได้มานาน ตั้งแต่สมัยเพิ่งกลับจากไปงานนี้ใหม่ ๆ จนเรียนจบ ทำงานมาแล้วสองสามปี ถึงเพิ่งมาเจอ เพราะไอ้น้องที่นั่งเล่นคอมข้าง ๆ เรา (ที่ชอบดนตรีไทยเหมือนกัน) มันเปิด youtube ดูแล้วเราก็หันไปเจอนี่แหละ.....
 
 
                                                     
 
 
 
 
 
           หนึ่งเดียวในโลก!!!!!!.......บีโทเฟ่นสไตล์อีสาน
 
 
 
 
 
 
            We Will.....กระทบไม้!
 
  
 
 
 
 
          โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ VS ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี....เมื่อเปียโนฝรั่ง ปะทะขลุ่ยไทย
 
 
 
 
 
 
 
           ประชันเปิงมางคอก....แล้วเราจะรู้ว่าดนตรีไทยก็ร็อคได้!
 
 
 
 
 
 
         ซอฟท์ ๆ กับเพลงนกขมิ้น....ฟังจนลืมหายใจ...
 
 
 
 
 
 
                  และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ดนตรีไทยได้ก้าวสู่สายตา ชาวต่างประเทศ  ระนาดเป็นพระเอกของงานจริง ๆ
 
 
 
 
 
 
 
               ประชันระนาดเอก ในภาพยนตร์...โหมโรง      
      อีกเรื่องหนึ่งที่ปลุกกระแสดนตรีไทยให้กลับมาบูมอีกครั้ง
 
 
 
 
            เมื่อระนาดประสานเสียงกับเปียโน....ในเพลงลาวดวงเดือน อีกตอนหนึ่งในโหมโรงที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีไม่มีพรมแดน
 
 
 
 
 
 
                   หายไปหลายวัน....มาต่อกันกับการประชันระนาด ฉบับเด็กกวน teen ! (กวนจริง ๆ นะ)
 
 
 
 
                    จะหามาลงให้ดูให้ฟังกันเรื่อย ๆ นะ to be cont. จ้า...
 
 
 
 

edit @ 12 Nov 2010 20:26:32 by srinoi

Comment

Comment:

Tweet

อิอิ ไม่ได้เข้ามานาน แก้ code ให้หมดแล้วจ้า อันไหนที่ดูไม่ได้ ตอนนี้ดูได้แล้วน๊า big smile

#1 By srinoi on 2011-05-30 00:52